ตอนนี้ความหวังของคนทั่วโลกต่างเฝ้าดูวัคซีนที่จะสามารถป้องกัน COVIT-19 ที่คร่าชีวิตคนทั่วโลกกว่า 1.5 ล้านคน และมีผู้ติดเชื้อเพิ่มขึ้นทุกๆวัน ส่งผลกระทบไปทั่วโลก ตอนนี้ความหวังที่จะสามารถกลับไปใช้ชีวิตอย่างปกติก็เริ่มจะเป็นจริงบ้างแล้ว เมื่อบริษัท ไฟเซอร์ (Pfizer) ทางสหรัฐจับมือกับบริษัทเยอรมัน ไบออนเทค (BioNtech) ร่วมกันทำวิจัยค้นคว้าวัคซีนที่จะสามารถป้องกัน COVIT-19 ให้ได้

ซึ่ง FDA ได้ทำการอนุมัติ ให้ วัคซีน BNT162b2 เป็นเจ้าแรกที่สามารถใช้ในกรณีฉุกเฉิน และเมื่อวันที่ 11 ธันวาคม 2020 ที่ผ่านมาได้รับอนุมัติให้ใช้กับประชาชนในวงกว้างและได้รับว่าเป็นวัคซีนแรกของโลก และทางบริษัท Pfizer ได้ให้ข้อมูลว่า ในการทดสอบเฟสที่ 3 วัคซีน BNT162b2 มีประสิทธิภาพป้องกันเชื้อ COVIT-19 สูงกว่า 90% แต่การทดสอบวัคซีนยังไม่เสร็จสมบูรณ์ดีเท่าที่ควร

สหรัฐถือเป็นชาติแรกของโลกที่อนุมัติวัคซีนของไฟเซอร์และประเทศแคนาดาเป็นชาติที่ 2 ซึ่งจะฉีดให้กับกลุ่มเสี่ยงเป็นกลุ่มแรก เช่น หมอและพยาบาล เป็นต้น แต่วัคซีนชนิดนี้มีความพิเศษที่จะต้องทำการเก็บรักษาในระดับอุณหภูมิ -70 องศาเซสเซียส เพราะชิ้นส่วนรหัสพันธุกรรม RNA มีความเปราะบางมาก ถ้าถูกฉีดเข้าไปสู่ร่างกายของมนุษย์โดยตรงอาจถูกแบ่งเป็นชิ้นๆด้วยเอนไซน์ของมนุษย์ ด้วยเหตุนี้จึงได้ห่อหุ้ม รหัสพันธุกรรม mRNA ด้วยฟองไขมัน เพราะฉะนั้นวัคซีน BNT162b2 จะต้องอยู่ในกล่องพิเศษที่อุณหภูมิ -70 องศาเซสเซียส

เทคโนโลยี mRNA คืออะไร
เป็นครั้งแรกที่ได้มีการอนุมัติเทคโนโลยี mRNA มาใช้กับมนุษย์ เทคโนโลยีที่ล้ำสมัยใหม่ ถ้าเป็นเมื่อก่อนเราอาจจะต้องรอถึง 10 ปีกว่าจะสามารถผลิตวัคซีนมาป้องกันโรคไวรัสใหม่ๆ แต่ภายในเวลาไม่ถึงปี Pfizer และ BioNtech สามารถถอดรหัสพันธุกรรมของไวรัสโคโรน่าได้และได้นำพันธุกรรมส่วนที่ผลิตปลายแหลมของโคโรน่าไวรัสมาใช้เป็นต้นแบบทำ mRNA ซึ่งพันธุกรรมนี้จะมีความคล้ายกับโคโรน่าไวรัสแต่จะอ่อนแอกว่าและไม่เป็นภัยต่อร่างกายมนุษย์
เมื่อ mRNA ถูกฉีดเข้าเซลล์มนุษย์จะถูกกระตุ้นให้สร้างโปรตีนส่วนที่เป็นปลายแหลมของไวรัสขึ้นซึ่งจะมีลักษณะคล้ายกับโคโรน่าไวรัส เมื่อร่างกายของมนุษย์ค้นพบ mRNA ร่างก๊อปปี้ของโคโรน่าไวรัสก็จะไปกระตุ้นให้ร่างกายมนุษย์สร้าง Antibody ขึ้นมาเอง ซึ่งเมื่อมีสิ่งแปลกปลอมเข้ามาในร่างกายเรานั้น T-cell เซลล์เม็ดเลือดขาว จะหาทางกำจัดออกไปพร้อมกับทำงานร่วมกับ B-cell เซลล์เม็ดเลือดขาวประเภทลิมโฟไซต์ ที่จะทำหน้าที่ผลิตภูมิคุ้มกันสารน้ำที่ชื่อว่า Anti body และ T-cell helper ที่มีหน้าที่ส่งเสริมเซลล์เม็ดเลือดขาวอย่าง B-cell ให้สร้าง antibody จำเพาะต่อต้านไวรัสนั้นขึ้นมาได้เอง

เมื่อโคโรน่าไวรัสตัวจริงเข้ามาแปลกปลอมในร่างกายที่ได้รับวัคซีค BNT162b2 มาก่อนล่วงหน้าแล้ว จะทำให้ร่างกายของมนุษย์มีประสิทธิภาพในความพร้อมที่จะต่อต้านโคโรน่าไวรัสและกำจัดออกไปอย่างรวดเร็วยิ่งขึ้น นับว่าเป็นเทคโนโลยีที่ล้ำทันสมัย จากที่เราจะต้องพึ่งยารักษาโรคแต่เทคโนโลยี mRNA กลับเป็นการกระตุ้นร่างกายของเราให้ผลิตยารักษาโรคได้เอง ต่อไปนับได้ว่าเทคโนโลยีทางการแพทย์จะก้าวล้ำน้ำสมัยไปได้อีกไกล เช่น สามารถรักษาโรคที่รักษายากอย่างโรคมะเร็งก็อาจมีความหวังที่จะใช้เทคโนโลยี mRNA มารักษาให้หายขาดได้ในอนาคต ขอบคุณทีมแพทย์ พยาบาล นักวิจัยและทุกคนที่ทำงานอย่างหนัก ขอบคุณจากใจค่ะ และขอแสดงความเสียใจ ณ ที่นี้ต่อผู้เสียชีวิตจากโคโรน่าไวรัส

หวังว่าเราจะสามารถกลับมาใช้ชีวิตได้ตามปกติ และสามารถไปที่ไหนในโลกใบนี้โดยปราศจากการใส่หน้ากาก หนูอยากให้ทุกคนคิดว่านี้เป็นบทเรียนครั้งสำคัญสำหรับพวกเราทุกคนให้ได้ตระหนักถึงความสำคัญของธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ถ้าวันหนึ่งเราต้องใส่หน้ากากไปตลอดชีวิต หนูไม่อยากคิดเลยว่า…เราจะมีชีวิตอยู่กันแบบไหน?

ในวันนี้เราทุกคนยังมีเวลาที่จะช่วยให้โลกของเราน่าอยู่ขึ้น หนูเชื่อว่าทุกคนรู้ค่ะ ว่าเราควรเริ่มที่ตัวเราเอง ซึ่งทุกวันนี้มีขยะพลาสติก มีขยะมากมายที่เราใช้กันอย่างสิ้นเปลืองและไร้ค่าและทิ้งมันอย่างไร้ความรับผิดชอบ หวังว่าเราทุกคนจะคิดได้ก่อนที่อะไรมันจะสายไป…

หนูขอให้ทุกคนมีสุขภาพที่แข็งแรง ❤️ เจอกันใหม่โพสหน้านะคะ
