สวัสดีค่ะ วันนี้พวกเราจะไปพาไปเที่ยวเมืองดูไบ หรือประเทศ United Arab Emirate เรียกย่อๆ UAE ประเทศเล็กๆที่เป็นศูนย์กลางเมืองธุรกิจแห่งใหญ่ของโลก จากประเทศเล็กๆที่อยู่กลางทะเลทรายแห้งแล้ง เป็นชุมชนแออัด จากอาชีพดั้งเดิมจากการประมงจับปลาของประชากรในประเทศ เปลี่ยนแปลงภายใน โดยใช้เวลาไม่นานให้เป็นประเทศที่สุดของโลก
Burj al Arab Jumeirah (เบิร์จ อัล อาหรับ จูไมราห์) โรงแรม 7 ดาวที่สูงที่สุดและสิ่งก่อสร้างอื่นๆที่หาดูได้ยาก ใครที่ได้เคยไปคงรู้สึกตื่นตาตื่นใจกับตึกสูงๆ รูปทรงแปลกประหลาดที่หาดูยากและเป็นเอกลักษณ์ของเมืองดูไบ วันนี้เราจะพามาชมโรงแรมที่เราเข้าพักนะคะ เผื่อมีคนสนใจ ว่าแล้วก็เริ่มกันเลยค่ะ

ก่อนบินเราได้ไปทำ PCR-Test โดยทาง UAE มีข้อบังคับว่าจะต้องทำการตรวจภายใน 72 ชั่วโมง หรือ ภายใน 3 วันก่อนจะเข้าประเทศ ใครจะเดินทางไปไหนช่วงนี้แนะนำให้เช็คข้อมูลการเดินทางประเทศนั้นๆให้รอบคอบก่อนนะคะ ใครมีหนังสือรับรองการฉีดวัคซีนแนะนำให้พกไปด้วย เพราะบางประเทศเริ่มออกมาตรการไม่ต้องทำ PCR-Test แล้วถ้าได้รับวัคซีนตัวที่ประเทศนั้นๆกำหนดไว้ว่าสามารถผ่านเข้าประเทศนั้นๆได้นะคะ ส่วนตัวก่อนบินวันจันทร์ก็ไปเทสวันเสาร์ที่ Zürich Airport ค่ะ ช่วงบ่ายๆ เค้าจะมีอุปกรณ์คล้ายๆหลอดทดลองมีฝาปิดแล้วให้เราอมน้ำยาสีขาว ภายในเวลา 30 วินาที แล้วบ้วนลงในหลอดทดลองที่มีชื่อเราติดไว้ เสร็จแล้วก็ส่งไปตรวจในห้องแลปนะคะ หลัง 5 ชั่วโมงก็ได้ผลตรวจ ราคาค่อนข้างแพง แต่ช่วงนี้ขอไปเที่ยวก่อน

ช่วงนี้หลายประเทศเริ่มๆเปิดประเทศแล้ว ช่วงซัมเมอร์อากาศร้อนๆคงแพร่ระบาดน้อยลง แล้วก็กลัวประเทศที่ไปจะติดโผในลิสซ์ที่ต้องกักตัวหลังเข้าประเทศอีก ตลอดทั้งเดือนก่อนเดินทางรู้สึกหวั่นๆ เช็คทุกวันเลย แนะนำให้ซื้อประกันการเดินทางไว้เผื่อต้องเปลี่ยนแปลงหรือยกเลิกกระทันหันนะคะ


พอเครื่องลงจอดเราก็จะต้องเดินไปรับกระเป๋า ระหว่างทางจะมีเจ้าหน้าที่มาตรวจพาสปอร์ตและใบ PCR-Test ตรงก่อนนั่งรถไฟฟ้าก็จะมีด่านตรวจตรงทางเข้านะคะ พอออกจากเครื่องก็เตรียมเอกสารให้เรียบร้อยไว้เลยค่ะ


ใครที่ถือหนังสือเดินทางที่ไม่จำเป็นต้องทำวีซ่าสามารถเข้า Smart Gates ง่ายๆเพียงแค่แสกนพาส นิ้วมือและถ่ายรูปก็เสร็จภายใน 5 นาทีไม่ต้องรอนานเลย

สุดท้ายเพียงแค่ยืนพาสให้เจ้าหน้าที่แสตมป์เข้าเมืองก็เสร็จเรียบร้อยแล้วค่ะ


พอออกมาข้างนอกก็มีคนมารอรับส่งที่โรงแรม ใส่ชุดสูทมาอย่างหล่อ รถที่มารับก็หรูหรา พอคิดถึงราคาแล้วสงสารคนขับเลยค่ะ

โรงแรมที่เราเข้าพักนั้นมีชื่อว่า Fairmont Ajman ห่างจากสนามบิน DBX ประมาณ ครึ่งชั่วโมงและห่างจากตัวเมืองดูไบประมาณ 45 นาที ที่เลือกที่นี้เพราะเป็นโรงแรมที่อยู่ติดชายทะเลนะคะ ราคาไม่แพงมาก ถ้าเทียบกับโรงแรมอื่นๆ ห้องกว้างและดีไซด์สวยแบบที่ชอบเลยค่ะ แต่พอไปแล้ว รู้สึกจะได้กลิ่นไม้ผ้าม่านเก่าๆและท่อน้ำมีกลิ่นออกมาด้วย ใครพักโรงแรมในดูไบแล้วมีประสบการณ์คล้ายๆกันมาเล่าให้ฟังบ้างนะคะ


วันนี้พามาชมห้องโรงแรมนะคะ เตียงนอนหลับสบายมากๆเลยค่ะ แอร์ก็เย็นจัดฝุดๆ ฮ่าๆ จัดเต็มสุดทริปนี้ คือเที่ยวครั้งนี้แบบเต็มที่ไปเลยค่ะ เดี๊ยวถ้าอดออกนอกประเทศอีกก็ไม่ไปไหนแล้ว หลังจากที่อยู่บ้านอย่างเหงาหงอยมาทั้งปีเนอะ อากาศก็ร้อนได้ใจมากๆ






โรงแรมตกแต่งหรูหรามีหาดส่วนตัวและสระว่านน้ำด้านนอก มีแอคทิวิตี้ต่างๆที่เล่นตามชายหาดด้วย เช่น Jetski, Banana Boat, Stand up paddle, Kayak และอื่นๆอีกนะค่ะ ทะเลคลื่นไม่แรงมากค่ะ แต่ช่วงกลางวันอากาศร้อนมากๆ เดินตามชายหาดเท้าเปล่า เท้าพ่องได้เลย

ห้องโรงแรมอยู่ชั้น 12 นะคะ ห้อง 1228 อยู่ตรงหัวมุมตึก Sea View กว้างมาก มีห้องน้ำสองห้อง อ่างน้ำอยู่ด้านนอก มีเตียงแยกสองเตียง และระเบียง วิวสวยยยยยยมากๆๆๆๆๆๆๆๆ ตอนกลางคืนเป็นแสงไฟ เช้าก็มองเห็นชายทะเล หาดทรายยยยน้ำใสสีฟ้า ทุกๆวันจะมีน้ำเปล่าให้วันละ 4 ขวด กาแฟ ชาให้ค่ะ ส่วนในห้องจะมีผ้าขนหนู เสื้อคลุม รองเท้า แชมพู คอนดิชั่นเนอร์ Bodywash ครีมทาตัว shower cap หวี ไว้ให้ในห้องให้ค่ะ
ให้รางวัลตัวเอง ทำงานเก็บเงินก็เพื่อสิ่งนี้ อยากพาแม่มาเที่ยว ได้ใช้เวลาร่วมกัน แบบพอเห็นแม่มีความสุข เราก็พลอยมีความสุขไปด้วยเลย ทำให้ลืมเวลาที่เราเหนื่อยจากงาน ท้อแท้จากสิ่งต่างๆรอบตัว ทำให้เรามีแรงฮึดสู้ต่อสิ่งต่างๆ การให้รางวัลตัวเองเล็กๆน้อยๆ ในแต่ล่ะวันเหมือนกับการเติมพลังใจให้กับตัวเราเอง เพราะร่างกายของเราทุกคนก็ต้องการการพักผ่อนเช่นกันนะคะ จะได้มีแรงสู้ชีวิตต่อไปนะคะ

วันแรกมาถึงก็สี่ทุ่มกว่าแล้ว ทางโรงแรมก็เลยให้สั่งอาหาร Room Service มาทานในห้องได้ ไม่เกิน 200AED แต่ต้องแยกจ่ายค่าเครื่องดื่มนะคะ นั่งพื้นทานกันแบบบ้านๆเลยจ๊ะ อาหารอร่อยมากๆ พออิ่มแล้วเราก็นอนขึ้นอืดกันต่อ มีความสุขจังค่ะ ❤︎

ส่วนตรงนี้เป็นห้องโถงใหญ่ค่ะ มีสปา ฟิตเน็ตและบาร์ด้านในและด้านนอกค่ะ ราคาค๊อกเทลค่อนข้างแพง ราคาพอๆกับที่สวิสเลย


พอดีไปช่วงสปากำลังลดครึ่งราคาพอดีค่ะ ก็เลยลองไปนวดตัวดู เป็นนวดแบบ Full body Rescue & Release Deep Tissue Massage 60 min สามารถเลือกให้ Therapist เน้นช่วงที่เรารู้สึกปวดเมื่อยอันนี้จะใช้น้ำมันนวดนะคะ รู้สึกผ่อนคลายดีค่ะ ชอบมากๆเลย


ภายในห้องก็จะมีกางเกงในให้เราใส่ปิดโป๊ระหว่างนวดนะคะ มีห้องน้ำให้ทำความสะอาดตัว ระหว่างรอ Therapist ค่ะ

หลังจากนวดเสร็จก็จะมีน้ำชาและผลไม้แห้งไว้เสริฟ์รอไว้ให้ค่ะ แนะนำเวลาจ่ายเงินต้องเช็คจำนวนเงินดีๆนะคะ อันนี้พนักงานกดราคาผิด เลยได้เงินสดมาแทนเลย ต้องโทษตัวเองที่ไม่ตรวจทานให้ดีก่อน

เราบุ๊คเป็น Half board แบบทานอาหารเช้าและอาหารเย็นค่ะ หรือจะเลือกทานอาหารเช้าและกลางวันก็ได้ค่ะ อาหารโรงแรมค่อนข้างหลากหลายมีให้เลือกเยอะ แต่ไม่ถูกปากเราเท่าไร มันออกเลี่ยนๆ ออกแนวเครื่องเทศ แกงอินเดียๆ ใครชอบก็คงถูกปากนะคะ เช้าและเย็นจะต้องมาที่ทานอาหารที่ร้านนี้นะคะ เป็นแบบบุฟเฟต์ให้เลือกทานได้ตามใจชอบ รสชาติอาหารจะออกกลางๆไม่จัดมาก แต่บางเมนูจะหนักเครื่องเทศนิดหน่อยค่ะ


อาหารกลางวันที่ขอทางโรงแรมเอาไปทานระหว่างทาง ทางโรงแรมทำให้สดๆเลย น่าทานมากๆเลยค่ะ


ชอบอาหารทานเล่นตัวนี้ชื่อว่า Meat Sambusek มากๆเลยค่ะ คล้ายๆ Samosa หรือคล้ายๆกับกระหรี่ปั๊ปบ้านเราค่ะ แต่ด้านในเป็นเนื้อสับผัดกับหัวหอมเครื่องเทศและเกลือเล็กน้อย ทานเล่น กรอบๆ จิ้มน้ำจิ้ม Mango chutney คือเข้ากันสุดๆ ชอบเมนูนี้มากๆเลยค่ะ

Kibbeh ส่วนตัวชอบของทานเล่นที่นี้มากๆเลย ตัวนี้เป็นแป้งห่อเนื้อผัดหัวหอมข้างใน ทานเล่นๆ อร่อยมากๆเลย แอบหยิบเก็บไปทานเล่นในห้องต่อ อิอิ
บุฟเฟต์จะมีแบ่งเป็นส่วนๆให้เราเลือกทานนะคะ ก็จะมีสลัด ซุป อาหารอาหรับ แกงอินเดีย ขนมปังแบบชนิดต่างๆ สปาเก็ตตี้ ซอสราดต่างๆ และชีส ให้เลือกหลายๆชนิดด้วยกันค่ะ มีไม่มาก แต่ก็ไม่น้อยเลยค่ะ จริงๆมีมากกว่านี้ แต่ถ่ายรูปมาไม่หมดนะคะ แต่ละวันก็จะเปลี่ยนเป็นเมนูอื่นๆนะคะ มีซ้ำบ้างเป็นบางเมนูค่ะ ใครเบื่อๆอาหารบุฟเฟต์ก็เปลี่ยนไปทานในร้านอาหารได้ แต่สามารถสั่งเมนูได้ไม่เกิน คนละ 100AED

ของหวานก็มีให้เลือกมากมายเลยค่ะ ทางโรงแรมจัดได้อย่างสวยงาม ทำหวานก็ไม่หวานจัด อร่อยมากๆเลยค่ะ รสชาติดีกลมกล่อมมากๆเลย
ตัวนี้เป็นของหวานพื้นบ้าน Arabian Sweet dish ของที่นี้นะค่ะ มีชื่อว่า Umm Ali ตัวแป้งจะเป็นแป้งตัวเดียวกับขนม baklava แต่เค้าจะนำไปอบกับนมผสมนมข้นหวาน ซินน่าม่อน และโรยด้วยถั่วพิตาชิโอ จะทานแบบอุ่นๆค่ะ ลองทานแล้วอร่อยดี ออกหวานๆ มันๆ แปลกๆดีค่ะ


เป็นยังงัยบ้างค่ะ ? จากที่เคยไปเที่ยวที่อียิปต์ ตุรกีมาก็จะรู้สึกอาหารไม่ค่อยมีความแตกต่างจากกันเท่าไรนะคะ จะออกแนวคล้ายๆกัน แต่ทางแถบดูไบจะมีความผสมยุโรปเข้าไปนิดหน่อยทำให้ไม่ค่อยหนักเครื่องเทศเท่าไร โพสหน้าเราจะพาไปผจญภัยในทะเลทรายกันค่ะ

ฝากติดตามด้วยนะคะ ❤︎


































