สวัสดีค่ะ LOVEZ ที่น่ารักทุกคน วันนี้อยากมาเล่าเรื่องเที่ยวอียิปต์ที่ไปมาเมื่อ 2 ปีที่แล้ว ดองมานานแต่ก็ยังคงระลึกความทรงจำที่สวยงามจนถึงทุกวันนี้ เมื่อตอนเด็กๆเชื่อว่าทุกคนจะต้องได้ดูหนังสือเล่มปกแข็งๆ ใหญ่ๆ เกี่ยวกับสิ่งมหัศจรรย์ของโลกหรือที่เกี่ยวกับดินแดนอียิปต์ หรือการก่อสร้างปีระมิด ไม่นึกไม่ฝันว่าวันหนึ่งจะได้มาเห็นสิ่งเหล่านี้ด้วยตาตัวเอง เหมือนว่าได้ใช้ชีวิตได้เต็มที่จริงๆ

ความฝันของเด็กตัวเล็กๆคนนั้นที่ชอบไปตากแอร์ในห้องสมุดช่วงพักกลางวัน ตอนเด็กๆย้ายมาช่วงกลางเทอม เพื่อนในห้องก็มีเพื่อนกันไปหมดแล้ว เลยไม่มีเพื่อนที่สนิทเลยค่ะ ก็มีหนังสือที่เป็นเพื่อนแท้และทำให้เราได้มองเห็นโลกอีกแถบหนึ่งได้ใกล้ขึ้น และเป็นจุดประกายในการท่องเที่ยวผจญภัยจนถึงทุกวันนี้
อากาศที่อียิปต์คือร้อนมากๆ
การเดินทางไปอียิปต์ครั้งนี้เราเดินทางไปเป็นเวลา 6 วันค่ะ โดยจะไปพักที่ Hurghada และออกเดินทางไปเมืองต่างๆ ช่วงที่ไปเป็นช่วงเดือน กรกฏาคม อุณหภูมิจะอยู่ที่ต่ำสุด 21 องศา และสูงสุดที่ 34 องศา แต่บางวันเกิน 40 องศาก็มีนะคะ พระอาทิตย์จะส่องระหว่างวันประมาณ 11 ชั่วโมง และฝนแทบไม่ตกเลยค่ะ ช่วงนี้ที่ Hurghada จะมีนักท่องเที่ยวมากเป็นพิเศษเพราะเหมาะกับการมาพักผ่อนชายทะเล Redsea ที่มีชื่อเสียงเป็นเมืองพักตากอากาศที่นักท่องเที่ยวนิยมเข้ามาพักผ่อนกันค่ะ

สกุลเงินที่อียิปต์ใช้จะเป็น สกุลเงินปอนด์อียิปต์ (EGP) สามารถแลกเงินได้ตามโรงแรมและหัวเมืองต่างๆ แต่ตามชนบทจะเริ่มยากขึ้นนะคะ แต่บางที่ก็รับธนบัตรสกุลเงินยูโรหรือดอลลาร์บ้าง ตอนไปจะมีคนชอบมาขอแลกเหรียญเพราะส่วนใหญ่เค้าจะได้รับเหรียญเป็นทิปค่ะ เพราะฉะนั้นไม่ต้องตกใจเป็นเรื่องปกติที่นั้นนะ

ทริปนี้มากัน 3 คน คุณแม่ และพี่ปลาเพื่อนของคุณแม่ พอมาถึงสนามบินที่ Hurghada ขั้นตอนผ่านตม. ก็ไม่ยุ่งยาก ก่อนอื่นก็จะต้องกรอกใบเข้าประเทศอียิปต์และเสียค่าธรรมเนียม 25 $ หรือ 25 Euro ค่ะ สำหรับพาสไทยอาจจะช้าหน่อยนะคะ เพราะเหมือนกับต้องมีตราประทับของบริษัทที่เราบุ๊คไว้รองรับ ของหนูนี้ใช้เวลานานมากๆเลยค่ะเพราะตอนนั้นยังถือพาสไทยอยู่ หลังจากนั้นก็จะมีใบวีซ่าเข้าประเทศแปะไว้เป็นที่ระลึกในเล่มพาสปอร์ตให้ด้วย

ตลอดทริปจะมีบริษัท MTS ที่เป็นเครือข่ายทาง Migros Ferien เป็นผู้ดูแลทั้งไปรับ-ส่งและเที่ยว ราคาก็ไม่แพงมากนะคะ แถมเช่ารถทั้งคันแบบเป็นทริปพรีเวท ปลอดภัยไม่มีปัญหาอะไรเลย ส่วนใหญ่จะบุ๊คทาง Migros Ferien ตลอดเพราะสะดวกไม่ต้องไปหารถรับส่งสนามบินเอง เพราะถ้าหาทางไปกันเองคงลำบากกว่านี้แน่ๆ ราคาไม่แพงเลยค่ะ ตกขาไปกลับละ 9 แฟรงค์เอง ถูกมากๆเลย

โรงแรมที่เราพักชื่อว่า JAZ AQUAMARINE เมื่อไปถึงจะมี Welcome Drink สั่งได้เลยค่ะ อาจจะต้องรอเช็คอินและรอเตรียมห้องนานหน่อยนะคะถ้าไปถึงก่อนเวลาเช็คอิน ห้องโถงภายในโรงแรมใหญ่โตมโหฬารดูโอ่งโถงมากๆ แต่แอบเหม็นกลิ่นชื้นๆของผ้าม่าน เลยไปนั่งข้างนอกรับแดด 40 กว่าองศา โชคดีมีลมพัดตลอดเวลา พอให้คลายร้อนได้บ้างแต่ลมร้อนระอุๆอยู่นะ หุหุ

ตอนเช็คอินที่โรงแรมจะมีสายข้อมือผูกไว้ให้เพื่อแสดงให้เห็นว่าเราบุ๊คแบบ All Inclusive Plus สามารถสั่งเครื่องดื่มหรือเข้าไปทานอาหารในห้องอาหารโดยไม่ต้องบอกชื่อบอกห้องอะไรเลยค่ะ

ห้องที่เราพักเป็นห้องแบบ Superior Double-Room ห้องกว้าง เตียงใหญ่ มีระเบียง มองออกไปจะเห็น สวนและสระว่ายน้ำค่ะ ส่วนมื้ออาหารบุ๊คเป็นแบบ All Inclusive Plus ค่ะ แต่ไม่สามารถไปทานในร้านอาหารได้เพราะบุ๊คโรงแรมแค่ 5 วัน ต้องมากกว่า 7 วันถึงสามารถใช้สิทธิ์ All Inclusive Plus ได้ค่ะ แต่ห้องอาหารที่สามารถเข้าได้ก็มีอาหารน่าจะมามากกว่าร้อยอย่าง มีทุกชนิด คือจัดเต็มทุกมื้อจริงๆ แต่กินอะไรต้องระวังหน่อยเพราะได้ยินมาว่าอาหารบางที่ก็ไม่สะอาดเท่าที่ควรนะคะ แต่ที่ไปมาท้องไม่เคยเสียเลย อาจจะโชคดี อิอิ แต่ก็ต้องระวังไว้หน่อยนะคะ
ต่อไปมาเริ่มการผจญภัยดำน้ำที่ Red Sea กันค่ะ คือทุกคนตั้งแต่หนูไปดำน้ำที่ต่างๆมา ไม่เคยรู้สึกรักการดำน้ำที่ไหนเท่าที่นี้มาก่อนเลย ทะเลยังคงความสีสวย สดใส ยังเป็นธรรมชาติ และปลาแหวกว่ายอย่างมีความสุขจริงๆ ฮ่าๆ ไม่รู้ว่าปลาหรือตัวหนูเอง แบบรู้สึกดีใจมากๆที่ตัดสินใจมาดำน้ำ


เราบุ๊คกับทางไกด์ของ MTS ราคาอยู่ที่ 50 € จะมีรถมารับตอน 9 โมงเช้าค่ะ และพาไปขึ้นเรือของ Dive Academy ค่ะ เป็นเรือสีขาวสะอาด มีสองชั้น ชั้นบนสามารถมองเห็นวิวสวยมากๆ วิวสองฝั่งมีมองไกลส่วนใหญ่มีแต่โรงแรมใหญ่ๆ มีเนื้อที่โล่งเยอะมากๆเลย ไม่ค่อยเห็นบ้านคนเลยค่ะ


อาหารกลางวัน ไปดำน้ำมาแบบหิวๆนี้ เลยเป็นมื้อที่อร่อยที่สุดเลยค่ะ
เป็นคนกินง่ายอยู่ง่ายมันก็ดีอย่างนี้แหละน้า อิอิ

Crew Members ลูกเรือ และ Buddy ที่ดูแลก็น่ารักและเป็นกันเองมากๆค่ะ อันนี้เป็นการดำไม่น่าจะถึง 10 เมตร เพราะลงไปพร้อมกับคนที่ฝึกดำน้ำด้วยเลยไม่ลงลึกเท่าไรค่ะ Red Sea เป็นทะเลสงบ น้ำอุ่นแบบ ดำๆแบบรู้สึกอบอุ่นดีมากๆ น้ำใส ถ่ายวีดิโอใต้น้ำมาคือสวยมากๆๆ ว่าแล้วก็ตามไปดูกันเลยค่ะ
เก็บรูปใต้น้ำทะเล Red Sea มาฝากค่ะ สีสันสดใส สวยงามมากๆค่ะ ใครอยากมาสอบเรียนดำน้ำแนะนำที่นี้ก็ดีมาก ทะเลสงบ คลื่นไม่มีเลย แถมน้ำก็อุ่น ว่ายสบายๆเลย เหมาะสำหรับมาฝึกดำน้ำที่สุดเลยค่ะ ถ้าให้เลือกที่ออสเตรเลียกับอียิปต์เลือก อียิปต์นะคะ อิอิ
ที่ทะเล Red Sea ได้เห็นลูกปลากะเบนเป็นครั้งแรก รู้สึกตื้นเต้นมั่กๆ ตัวเล็กๆ น่ารักๆ ลูกเรือ สุภาพ น่ารักเป็นกันเอง ดูแลเราอย่างดีเลย เกือบทุกคนจะสามารถพูดภาษาอังกฤษและเยอรมันได้ดีเลย ทำให้สื่อสารกันรู้เรื่อง ว่าแล้วก็อยากไปอีกรอบจังเลยค่ะ ไม่น่ากลัวอย่างที่คิดเลย เพราะไปกับเอเจนซี่ของ MTS ก็เลยวางใจ และก็มีเพื่อนที่โรงแรมไปด้วยกัน ตอนแรกๆก็ไม่รู้หรอกคิดว่าไปคนเดียว พอได้ขึ้นรถก็ได้คุย ทำความรู้จักกัน ชื่อแมรี่ กำลังเรียนเป็นคุณหมอ แถมร้องเพลงเพราะมากๆเลยค่ะ ตอนนี้ก็ยังเป็นเพื่อนกันจนถึงทุกวันนี้ คอยให้กำลังใจกันและกันมาตลอด
รู้สึกโชคดีมากๆเลยค่ะ
อยากลองไปอยู่ Liveaboard แบบที่ออสเตรเลียดู แต่ว่าก็รู้สึกกลัวอยู่เพราะข่าวในประเทศอียิปต์ ความปลอดภัยสำหรับผู้หญิงน้อยมาก ข้อมูลจากแหล่งหนังสือท่องเที่ยวในอียิปต์ได้กล่าวไว้ว่า 100% ของผู้หญิงในประเทศอียิปต์ในชีวิตจะถูกล่วงละเมิดทางเพศ ยังมีการพิสูจน์ข้อเท็จจริงดังกล่าว โดยมีรายการของประเทศอียิปต์ได้แต่งนักแสดงชายในชุดของผู้หญิงส่งไปเดินภายในเมืองไคโร ปรากฎว่าไม่ถึง 20 นาที ต้องหยุดรายการและผลสุดท้ายนักแสดงชายคนนั้นต้องเข้าพบจิตแพทย์หลังจากจบรายการ เพราะฉะนั้นไม่แนะนำให้ผู้หญิงไปเที่ยวคนเดียวเด็ดขาดนะคะ ถ้าไปเป็นครอบครัวจะดีกว่าถึงอย่างนั้นก็ยัง
อันตรายมากๆเลย ต้องระวังตัวให้มากๆค่ะ

เท่าที่ไปสัมผัสผู้คนหรือพนักงานในโรงแรมทุกคนค่อนข้างเป็นกันเองและใจดี โดยเฉพาะไกด์ที่พาไปเที่ยวก็น่ารักและคอยหามุมสวยๆถ่ายรูปให้ด้วย ขอแนะนำ ไกด์ Mohammed Fathy ถ้าไปเที่ยวอียิปต์แนะนำให้ Mohammed เป็นไกด์ ใจดีและเก่งมาก Mohammed พยายามแนะนำสถานที่ต่างๆอย่างตั้งใจ คอยชวนคุยถามนั้นนี้ตลอดทริป ติดต่อ E-mail : aegyptische.vision@gmail.com นั่งแปลอักษรฮีโรกราฟฟิคให้ฟังในรถแบบปลื้มมากๆเลย ทุกคนประทับใจไกด์มากเลยค่ะทริปนี้

จุดมุ่งหมายต่อไปเราจะไปเที่ยวก็คือเมือง Luxor เป็นเมืองท่องเที่ยวที่สำคัญมีสถานที่ที่มีชื่อเสียงระดับโลก นั้นก็คือ Karnak Tempel และ สุสานกษัตริย์ฟาโรห์ ที่อายุยาวนานนับพันปีและถูกแต่งตั้งให้เป็นมรดกโลกโดย UNESCO ค่ะ


มหาวิหารคาร์นัคเรียกว่า “สถานที่ถูกเลือก” สถาปัตยกรรมยุคอียิปต์โบราณที่ยังคงหลงเหลือเป็นมหาวิหารเก่าแก่ที่ถูกสร้างมาเกือบสองพันปีและยังเป็นจุดศูนย์กลางทางศาสนาที่ศักดิ์สิทธิ์และมีชื่อเสียงที่สุดในยุคอียิปต์โบราณ โดยมีคำเล่าว่า ถูกสร้างขึ้นเพื่อถวายให้แก่ เทพเจ้าอะเมินเร (Amun-re) เทพเจ้าแห่งดวงอาทิตย์ และเป็นเทพประจำเมืองนี้ ในตำนานเทพเจ้าแห่งไอยคุปต์ของอียิปต์

มหาวิหารคาร์นัคถูกเชื่อมต่อกับ Luxor Temple โดยมีทาง Sphinx Allee เป็นทางเชื่อมระหว่างทั้งสองทางข้ามผ่านจะเรียงรายไปด้วยหินสลักรูป Sphinx ตอนที่ไปไกด์บอกว่าส่วนใหญ่ถูกบูรณะใหม่แล้ว ที่เห็นเป็นเคล้าโคล้งเก่าแต่ตกแต่งใหม่ค่ะ ซึ่งถูกขุดค้นพบและนำมาวางให้เหมือนสมัยก่อน



จากไกลๆเราจะมองเห็นเสาโอเบลิสก์ที่ตั้งสง่า เป็นเสาหินที่มีด้านทั้งสี่เหลี่ยมและปลายแหลมคล้ายทรงพีระมิด รอบๆเสาจะถูกเกาะสลักอักษรฮีโรกราฟฟิค มีน้ำหนักถึง 257 ตัน จริงๆแล้วมีทั้งหมด 6 เสา สามเสาถึงส่งไปยังต่างประเทศ หนึ่งในสามเสาถูกกษัตริย์ Mohammed Ali ส่งให้กับทางฝรั่งเศส ซึ่งตอนนี้เสานั้นถูกไปตั้งที่ Place de la Concorde ที่กรุงปารีสค่ะ สองเสายังคงตั้งอยู่ภายในมหาวิหารคาร์นัคและอีกเสาได้สลายพังไปแล้วซึ่งไม่สามารถบูรณะขึ้นมาใหม่ได้

ส่วนที่สำคัญภายในมหาวิหารคาร์นัคมีชื่อเรียกว่า วิหาร Amon ในส่วนนี้มีชื่อเรียกว่า Great Hypostyle Hall มีเสาหินเกาะสลักโดยรอบทุกต้น ตั้งตะง่านทั้งหมดรวมกันถึง 134 เสา มีรูปทรงที่ได้ต้นแบบมาจากต้นปาปิรุสที่ใช้ทำกระดาษของคนอียิปต์โบราณสมัยนั้น โดยเสาจำนวน 122 เสามีความสูงอยู่ที่ 19 เมตร

ส่วนเสาที่สูงที่สุดจะอยู่ที่ 23 เมตร เส้นผ่าจุดศูนย์กลางของเสามีความยาวถึง 3.6 เมตร อยากให้ทุกคนลองนึกภาพเมื่อสมัยก่อนที่เรายังไม่มีเครื่องจักรหรือเครื่องทุนแรงใดๆ ทั้งหมดนี้เกิดขึ้นจากฝีมือของมนุษย์ล้วนๆ รวมไปถึงการแกะสลักและศิลปกรรมสมัยนั้นก็ยังไม่พัฒนาเท่าสมัยนี้ แต่กลับยังคงมีร่องรอยเหลืออยู่จนเท่าทุกวันนี้ให้ลูกหลานได้เข้าไปชมและศึกษา นับว่าเป็นสิ่งมหัสจรรย์ที่ยังคงเป็นคำถามทุกวันนี้ว่า เกิดขึ้นมาได้อย่างไร?

ใกล้ๆแม่น้ำมีหินแกะสลักแมลงสคาร์หรับ Scarab มีชื่อว่า เชเบอร์ Cheber แทนสัญลัษณ์ของพระอาทิตย์ขึ้น เชื่อกันว่า ถ้าเดินวนทวนเข็มนาฬิกา 3 รอบ พรที่ขอจะเป็นจริงนะคะ ก็ตั้งแต่ไปก็…ยังไม่สมความปรารถณาเลยค่ะ ฮ่าๆ นี้คงทำเค้าเสียชื่อสะแล้ว อิอิ

การเดินทางของเรายังไม่จบนะคะ ต่อไปจะพาไปชมร้านเครื่องประดับหินที่ยังคงทำด้วยมือเหมือนเมื่อยังสมัยอียิปต์โบราณและพาไปชมสุสานฟาโรห์ที่มีอายุเป็นพันๆปี ฝากติดตามด้วยนะคะ
ไว้เจอกันใหม่โพสหน้าค่ะ ❤︎





































