ดีจ้า ไม่ได้เขียนบล๊อกนานเท่าไรแล้วน้า ช่วงนี้ก็วุ่นๆกับงานและเรื่องเรียนจนไม่มีเวลาทำอะไรเลย แถมติดเล่นTikTokอีก เฮ้อ…เมื่อไม่นานมานี้ก็เพิ่งกลับจากทริปสั้นๆ ที่ Colmar เป็นเมืองที่น่ารักมากๆ อยากไปมานานแล้ว ไปแล้วก็อยากไปอีก ชอบบรรยากาศ ชอบเมืองเก่า มีคาเฟ่และร้านรวงเต็มไปหมด ช่วงเย็นๆคนเดินเต็มไปหมดเลยค่ะ ขนาดติดช่วง Covit-19 นะเนี่ย
ก่อนอื่นมาเริ่มที่สั่งจองตั๋วกันจ้า เราเดินทางด้วยรถไฟ เราจองเที่ยวรถไป-กลับ ที่ SBB โดยใช้ตั๋ว Supersaver Tickets ราคาตั๋วยิ่งซื้อล่วงหน้าเท่าไร ก็จะถูกขึ้นมากเท่านั้น เราจะต้องนั่งรถไฟจาก Zurich ไป Basel ราคาที่จองหนึ่งเที่ยวขาไปตอนนั้นแค่ 12 CHF เองค่ะ ของเราได้ส่วนลดจาก Half Fare Travelcard ราคาเลยถูกลง ส่วนคนไม่มีก็จะราคาประมาณ 20.50 CHF เที่ยวที่สองที่จองคือจาก Basel – Colmar ราคาเที่ยวล่ะ 17 CHF ค่ะ รวมๆเราจ่ายค่ะเดินทางไป-กลับประมาณ 58 CHF ถือว่าถูกมากๆสำหรับตั๋วรถไฟภายในสวิสเซอร์แลนด์ เราใช้เวลาเดินทางรวมแล้วแค่เกือบ 2 ชั่วโมงเท่านั้นเอง

ทริปนี้ไปวันศุกร์กลับวันอาทิตย์ค่ะ เราจอง Apartment ของ L’ambassadeur – Colmar centre สองห้องนอน สามเตียงจาก Booking.com ราคาสองคืน สามวัน รวมแล้ว 160 CHF ดูเก่าๆและข้างในตกแต่งภายในได้สวยมาก เหมือนบ้านสมัยเก่า ประดับไปด้วยรูปภาพสีน้ำมันสมัยเก่า เครื่องเฟอร์นิเจอร์ก็ดูหรูหราอลังกาล กว้างเหมาะสำหรับสามคนพัก แบบจ่ายราคานี้คือรู้สึกคุ้มค่ามากๆค่ะ






วันแรกไปถึงก็เป็นช่วงวันศุกร์เย็นๆแล้ว เรานั่งรถ Taxi จากสถานีรถไฟ Colmar ไปที่พัก ใช้เวลาแค่ 8 นาที ที่พักที่เราจองอยู่ในหมู่บ้าน Colmar เลย ไปไหนมาไหนสะดวกมาก ไม่ไกลจากสถานที่ท่องเที่ยวเลยค่ะ

มื้อแรกเราไปฝากท้องกันที่ร้าน Restaurant Lasoï ร้านนี้เข้ามานั่งสักพักก็มีคนเข้าเต็มไปหมดเลย น่าจะเป็นที่รู้จักดี ราคาบางเมนูค่อนข้างแพงค่ะ ร้านสไตล์ฝรั่งเศส เห็นรีวิวคนส่วนใหญ่จะชอบมาทาน

Flammekueche คล้ายๆพิซซ่าแต่ตัวแป้งจะบางมากและจะแต่งหน้าด้วยชีสเบคอนต่างๆเล็กๆ ตัวแป้งจะออกกรอบๆค่ะ อาหารรสชาติอร่อยอยู่ แต่เราอยากทานสเต็กก็เลยเลือกเมนูสเต็กและเห็ดมาลองดูค่ะ



เมนูแต่ละเมนูน่าทานมากๆเลยค่ะ หลังจากทานอาหารเย็นกัน เราก็เดินเล่นๆรอบๆเมืองกันค่ะ ช่วงนี้นักท่องเที่ยวน่าจะน้อย อากาศหนาวเย็นมากๆเลยค่ะ ใครไปช่วงหน้าหนาวต้องเตรียมถุงมือหมวกผ้าพันคอไว้เลย หนาวเย็นยะเยือกเลยเจ้าค่ะ 🥶

ช่วงเช้าเราไปดื่มกาแฟที่ร้าน Point Chaud นี้กันค่ะ มีขนมหวาน ครัวซองค์ให้เลือกมากมาย กาแฟที่นี้รสชาติดีมากๆ แต่เสียดายภายในหมู่บ้านยังมีคาเฟ่น่ารักๆอีกเยอะเลยนะคะ อยากแวะไปชิมหลายๆร้านเลย


สถานที่แรกที่เราไปคือ St Martin’s Church(Place de la Cathédrale) โบสถ์นี้เริ่มสร้างขึ้นตั้งแต่ 1235 และกินเวลายาวนานไปถึง ปี 1400 เป็นโบสถ์ที่ใหญ่และดูสวยงามมากๆ เมื่อเข้าไปแล้วจะรู้สึกถึง ความสงบ เป็นหนึ่งเดียวและความกลมกลืนเข้าด้วยกันค่ะ








เนื่องจากอากาศหนาวมากเราเลยแวะเข้าไปดื่ม Mulled Wein ร้อนๆกันค่ะ ร้านนี้คนเต็มไปหมดเลย ดูสนุกครึกครื่นกันน่าดู ในร้านแทบจะไม่มีใครใส่แมสกันเลย แถมที่นั่งก็ติดๆกัน ใจก็กลัวจะติดโควิท แต่กลับมาก็ไม่ได้ป่วยอะไรค่ะ เพราะคนส่วนมากที่เข้ามาจะฉีดวัคซีนเกือบทุกคนแล้ว ถึงสามารถนั่งดื่มภายในร้านได้ ก่อนเข้าไปนั่งเค้าจะขอตรวจ Covit Certificate

จุดต่อไปที่เราจะแวะก็คือ The Pfister House (Rue des Marchands) เริ่มสร้างเมื่อปี 1537 โดย นักทำหมวกที่ร่ำรวยจากการทำเหมืองแร่เงิน Louis Scherer จากเมือง Besançon ถึงแม้ว่าบ้านหลังนี้จะสร้างช่วงเรเนซองส์แต่ก็ค่อนข้างไปทางรูปแบบการก่อสร้างในช่วงยุคกลาง รอบๆบ้านประดับด้วยภาพวาดผู้คนสมัยนั้นกับพินัยกรรมสมัยใหม่ผสมกับพระฉายาลักษณ์ของกษัตริย์เข้าด้วยกัน เป็นสิ่งที่แสดงถึงความมั่งคั่งของพ่อค้าสมัยเรเนซองส์ได้อย่างสวยงาม




รอบๆตรงนี้จะมีร้านขายของชำรวยเยอะมากๆ ดูไม่หวาดไม่ไหว ของน่ารักๆเต็มไปหมด ใครชอบซื้อของจุกจิกอย่าหลงเข้าไปเชียวไม่งั้นหมดตัวแน่ๆจ้า

ก่อนจะถึง Le Petite Venise ก็จะต้องผ่าน The fishmonger’s district (Quai de la Poissonnerie) ตรงนี้เคยเป็นที่อยู่ของนักจับปลามืออาชีพของเมืองโครมาร์ ในสมัยก่อนจะมีการซื้อขายปลากันที่นี้ค่ะ เมื่อปี 1706 เกิดไฟไหม้เผาทำลายบ้าน 40 กว่าหลัง กว่าจะบูรณะให้เป็นเหมือนเดิมก็ใช้เวลาตั้งแต่ปี 1978 ไปจนถึง 1981










รอบบริเวณที่กั้นมีคู่รักเอาตัวล๊อกรูปหัวใจมาล๊อคไว้ด้วย น่ารักมากๆเลย





Le Petite Venise (Rue Turenne) ที่ที่ทุกคนต้องมาเป็นจุดที่มองเป็นคลองเล็กๆ ทอดด้วยสะพานสองฝั่งเพื่อเข้าไปยังหมู่บ้าน Colmar อยากถ่ายรูปตรงไหนก็สวยค่ะ ไม่ต้องตั้งใจถ่ายก็สวยจริงๆ ชอบบ้านสีลูกกวาดพลาสเทลเรียงรายน่ารักๆ เป็นหมู่บ้านที่สวยงามจนทาง Walt Disney ไปสร้างเป็นฉากหลังในเรื่อง Beauty and the Beast เลย เป็นภาพการ์ตูนก็ยิ่งน่ารักเข้าไปใหญ่เลย








มีบริการโดยสารทางเรือในคลองด้วยนะ เราไม่ได้ลง เพราะอากาศหนาวมากเลยค่ะ ได้แต่ดูเรือพายไปกลับ แต่นักท่องเที่ยวก็เต็มเรือทุกเที่ยวเลย

ร้านต่อไปที่เราแวะทานอาหารกลางวันอยู่ใต้สะพานพอดี ร้านค่อนข้างแคบๆหน่อยแต่อบอุ่นจนร้อนเพราะนั่งใกล้กับฮีตเตอร์พอดีเลย หุหุ มองออกไปข้างนอกก็เป็นคลองพอดีเลย คนเต็มตลอด อาหารก็อร่อยดีนะคะ มื้อนี้เราก็จัดสเต็กอีก อิอิ เนื้อคือดีมากๆเลยเพราะด้านนอกของร้านอาหารเค้าเปิดเป็นร้านขายเนื้อผสมด้วย น่าจะสดใหม่ทุกวัน ไอเดียดีมากๆ ทานคู่กับไวน์แดงแช่เย็น ฮ่าๆ งง ไม่เคยดื่มไวน์แดงแช่เย็นเลย แม่บอกว่าเค้าเอาไปผสมกับน้ำเย็น เพื่อ… งงนะ

คนที่นี้ส่วนมากไม่ค่อยพูดภาษาอังกฤษจะพูดแต่ภาษาฝรั่งเศส และยิ่งถ้าพูดภาษาอังกฤษสำเนียงฝรั่งเศสก็คืองงเลย เคยถามทางเดินกลับสถานี งงหนักกว่าเก่าอีก แต่เค้าพยายามที่จะบอกและอยากช่วยเราจริงๆน่ารักมากๆเลยค่ะ เรียนรู้คำศัพท์มาเล็กๆน้อยๆก็ดีนะ เราเคยเรียนมานิดหน่อยพอจับคำได้งูๆปลาๆ ฮ่าๆ แต่ก็ได้ตามที่สั่งตลอดน้า























อาหารเย็นของวันนี้เราไปลองชิมร้านอาหารญี่ปุ่นผสมจีนกันค่ะ ชื่อร้าน Sushia ร้านด้านในสวยมาก ตกแต่งได้อารมณ์ร้านอาหารญี่ปุ่นเลย มีเมนูให้เลือกหลากหลาย เราสั่งแบบเบนโต๊ะมา เป็นแบบเนื้อผัดซอส เส้นหมีผัด เกี๊ยวซ่าและปอเปี๊ยทอดอย่างละ 2 ชิ้น มีมิโสะกับสลัดเป็นเครื่องเคียง อิ่มแบบจุกๆกันไปเลยจ้า ในร้านมี Wifi ให้ด้วยนะค่ะ ปกติร้านค้าที่นี้ไม่ค่อยมีให้เลย เลยไม่ค่อยมีสัญญาณเน็ตเล่นกันเลย แต่ก็ดีไปอีกแบบ ทุกคนจะได้เลิกก้มหน้าและหันมาพูดคุย ใช้ชีวิตในโลกจริงๆกันบ้างเนอะ
สักพักเราออกมาเดินเล่นรอบๆกันตอนค่ำ ค่อนข้างเงียบแต่ก็มีคนออกมาเดินบ้างนะคะ ตอนดึกๆก็ดูสวยไปอีกแบบ เพราะช่วงนี้ใกล้จะเข้าเดือนธันวาคมแล้ว ก็เริ่มมีติดไฟ ตกแต่งธีมคริสมาสบ้างปะปราย ได้ยินว่าอีกอาทิตย์ถัดไปก็จะมี คริสมาสมาร์เก็ตมาว่างเปิดขาย คงจะสวยน่าดูเลย ใครไปเอารูปมาให้ชมบ้างนะคะ







ถึงแม้ว่าโลกความจริงมันจะโหดร้ายเข้าทุกวัน ทุกวันที่ต้องผจญกับการใส่แมสเข้าหากัน ทุกวันที่ใช้ชีวิตไปเรื่อยๆและหวังว่าวันพรุ่งนี้มันจะต้องดีขึ้นกว่าเดิม บางครั้งการมองหาความสุขเล็กๆใกล้ๆตัวเรา การทำอะไรที่เราชอบถึงแม้จะเป็นเรื่องเล็กน้อยๆ ก็อยากให้ทุกคนมองมันในด้านบวก ยินดีกับความสำเร็จเล็กๆน้อยๆของตัวเอง มีความสุขกับสิ่งที่ตัวเองมี พอใจในสิ่งที่เป็นตัวเรา เราไม่จำเป็นต้องดีกว่าใคร แค่ดีกว่าตัวเราเมื่อวานก็พอแล้ว บางอย่างอาจเกิดขึ้น เพื่อจบ และเริ่มต้นใหม่กับอนาคตที่ดีกว่าเดิม…


เชื่อเถอะว่า ทำดี คิดดี สิ่งดีๆก็จะเกิดขึ้น ไม่ช้าก็เร็วค่ะ ❤︎